รีวิว Capital.com สำหรับปี 2026
Capital.com ดีไหม ? หากคุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ที่มีการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง มีตลาดให้เลือกเทรดหลากหลาย พร้อมบริการซื้อขายแบบ CFD และค่าธรรมเนียมการเทรดที่ค่อนข้างต่ำ ลองดูรีวิวเชิงลึกของเรา เพื่อเปรียบเทียบและศึกษาข้อดีข้อเสียของ Capital.com ก่อนใช้งานจริง
เขียนโดย Justin Grossbard
Edited by Noam Korbl
Edited by Noam Korbl
Updated:
- ทีมงานของเรารีวิวโบรกเกอร์มามากกว่า 67 แห่ง
- ประสบการณ์การเทรดฟอเร็กซ์รวมกันกว่า 50 ปี
- เราใช้เวลามากกว่า 14,000 ชั่วโมง ในการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมและฟีเจอร์ของโบรกเกอร์
- เรามีกรอบการประเมิณที่เป็นระบบและมีความละเอียดสูง
รีวิวโบรกเกอร์ของเราได้รับการสนับสนุนจากผู้อ่าน และเราอาจได้รับค่าตอบแทนเมื่อคุณคลิกไปยังเว็บไซต์พันธมิตร
ข้อมูลทั่วไป Capital.com

| 🗺️ หน่วยงานกำกับ Tier 1 | ASIC, FCA, CySEC |
| 🗺️ หน่วยงานกำกับ Tier 2 | SCA |
| 🗺️ หน่วยงานกำกับ Tier 3 | SCB |
| 💱 ค่าธรรมเนียมเทรด | $0 |
| 📊 แพลตฟอร์มเทรด | MT4, MT5, TradingView, Capital.com WebTrader and App |
| 💰 ฝากเงินขั้นต่ำ | $20-50 |
| 💰 ค่าธรรมเนียมฝาก | $0 |
| 🛍️ ผลิตภัณฑ์ CFDs | ฟอเร็กซ์, คริปโต, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์, หุ้น |
ทำไมถึงเลือก Capital.com
โบรกเกอร์ Capital.com มีชื่อเสียงที่โดดเด่นในด้านความนิยมในการใช้งานจากเทรดเดอร์ทั่วโลกมากกว่า 740,000 คน
Capital.com ดีไหม ? โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกประทับใจกับโมเดลการเทรดแบบปราศจากค่าคอมมิชชั่น ช่วยให้คุณรักษาต้นทุนการเทรดให้ต่ำลงไปพร้อม ๆ กับการส่งคำสั่งซื้อขายที่รวดเร็วในสินทรัพย์กว่า 4,500 รายการ รวมถึงคู่เงินฟอเร็กซ์ 147 คู่ ซึ่งมีค่าสเปรดเริ่มต้นเพียง 0.6 pips สำหรับคู่เงิน EUR/USD
นอกจากนี้ ผมยังพบว่าโบรกเกอร์รายนี้มีแพลตฟอร์มการเทรดให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลายอย่างเช่น MT4, MT5, TradingView รวมถึงแพลตฟอร์มหลัก Capital.com Web/App ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์การตั้งจุดตัดขาดทุนที่รับประกันผล หรือ GSLO) แต่คุณยังสามารถเลือกใช้งานแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง MT4, MT5 และ TradingView ได้อีกด้วย
สิ่งสำคัญคือ แม้โบรกเกอร์จะไม่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ของไทย แต่ก็มีใบอนุญาตที่สำคัญอีกหลายใบจากหน่วยงานหลักอย่าง FCA, ASIC และ CySEC ทำให้ผู้ใช้สามารถอุ่นใจได้ในเรื่องมาตรฐานการบริการ
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย
- สเปรดที่แข่งขันได้และค่าคอมมิชชั่น 0%
- ตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับการเทรดฟอเร็กซ์
- สื่อการเรียนรู้ด้าน Forex ที่ยอดเยี่ยม
- รองรับแพลตฟอร์ม MT4/MT5
- มีฟีเจอร์ GSLO บนแพลตฟอร์ม Capital.com
- อาจมีค่าใช้จ่ายแฝงในการใช้งานบางรายการ
- ติดต่อโบรกเกอร์ยากในบางครั้ง
- เว็บไซต์ไม่รองรับภาษาไทย
The overall rating is based on review by our experts
ค่าธรรมเนียมเทรด Capital.com ดีไหม
การเทรดโดยไม่มีค่าคอมมิชชั่นคือจุดเด่นของโบรกเกอร์ Capital.com ที่ทำให้ผมและเทรดเดอร์อีกหลาย ๆ คนเลือกแนะนำโบรกเกอร์นี้ นอกจากไม่มีค่าคอมแล้ว โบรกยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในแต่ละประเภทบัญชี ดังนี้
1. ค่าธรรมเนียมบัญชี Standard
โครงสร้างค่าธรรมเนียมสำหรับบัญชี Standard ที่เราคุ้นชิ้นกันคือ “ไม่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นในทุกตลาดการเงิน” ทำให้ต้นทุนการเทรดของคุณจะมาจากค่าสเปรด หรือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของเครื่องมือทางการเงินนั้น ๆ เพียงอย่างเดียว
จากการตรวจสอบสเปรดจริงของบัญชี Standard ผมพบว่าสเปรดเฉลี่ยในคู่เงินยอดนิยมอย่าง EUR/USD อยู่ที่ 0.6 pips ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่แข่งขันได้สูงและดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม (ซึ่งมักอยู่ที่ 1.0 pip) นอกจากนี้ โบรกเกอร์ยังให้สเปรดที่คุ้มค่าในคู่เงินหลักอื่น ๆ รวมถึงดัชนีอย่าง FTSE 100 และทองคำ
| สเปรดเฉลี่ย Capital.com | สเปรดเฉลี่ยนในอุตสาหกรรม | |
|---|---|---|
| EUR/USD | 0.6 | 1 |
| AUD/USD | 0.6 | 1.1 |
| EUR/GBP | 1.5 | 1.4 |
| GBP/USD | 1.3 | 1.3 |
| USD/JPY | 1.1 | 1.3 |
| AUD/JPY | 1.1 | 2.1 |
| EUR/JPY | 2.5 | 2.2 |
| USD/CAD | 2 | 1.9 |
| USD/SGD | 4 | 3.6 |
อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตุว่าข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ทางการของ Capital.com มักระบุว่าข้อมูลสเปรดเฉลี่ยของคู่เงินหลักนั้น “ไม่พร้อมแสดงผล” ทำให้นี่อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้งานของเทรดเดอร์สาย Scalping เพราะการมีหน้าแสดงราคาแบบเรีบลไทม์นั้นจำเป็นต่อการตรวจสอบความผันผวนเป็นอย่างมาก
2. สเปรดของบัญชี Raw
จากการทดลองใช้งานจริง Capital.com ไม่มีบริการบัญชีประเภท “Raw Account” หรือบัญชีในรูปแบบ “ECN” ซึ่งหมายความว่าคุณจะไม่เห็นลักษณะบัญชีที่มีสเปรดและค่าคอมมแยกกันในโบรกเกอร์นี้
3. ค่าคอมมิชชั่นของบัญชี Raw
เนื่องจาก Capital.com ไม่ได้ให้บริการบัญชีประเภท Raw จึงไม่มีการกำหนด “อัตราค่าคอมมิชชั่นของบัญชี Raw” และด้วยนโยบายที่ชูจุดเด่นเรื่อง ค่าคอมมิชชั่น 0% ในทุกคำสั่งเทรด ยิ่งทำให้โครงสร้างต้นทุนของคุณไม่ซับซ้อน เพราะต้นทุนหลักในการเทรดจะถูกรวมไว้ในค่าสเปรด (Spread) เท่านั้น
4. ค่าธรรมเนียมบัญชี Swap-Free
นี่คือข่าวดีของเทรดเดอร์ที่ปฏิบัติตามหลักกฎหมายชารีอะห์ เพราะ Capital.com มีตัวเลือกบัญชีแบบ Swap-Free ให้บริการ ซึ่งบัญชีนี้จะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการถือครองข้ามคืน (Overnight Funding) สำหรับหุ้นที่ไม่มีเลเวอเรจและ CFD ของคริปโตเคอร์เรนซี
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานะที่มีการใช้เลเวอเรจ โบรกเกอร์จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการถือครองข้ามคืน หรือที่เรียกว่า Swap rates หรือ Rolling fees ในอัตรา 4% ต่อปี โดยจะหารด้วย 360 หรือ 365 วัน ขึ้นอยู่กับสกุลเงินของสินทรัพย์ที่คุณเลือกเทรด
5. ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ
นอกเหนือจากสเปรดและค่าธรรมเนียมการถือครองข้ามคืน คุณควรพิจารณาค่าธรรมเนียมเพิ่มที่ไม่ได้เกิดจากการเทรด ได้แก่
- ค่าธรรมเนียมรักษาบัญชี (Inactivity Fee) ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่คุณไม่มีการเคลื่อนไหวในบัญชีนาน 6 เดือน โดยโบรกเกอร์จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 10 USD (หรือเทียบเท่า)
- ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละช่องทางที่คุณใช้ เช่น การถอนผ่าน Visa/Mastercar จะมีค่าธรรมเนียม 2.5 USD ในขณะที่การถอนเงินผ่านการโอนเงินระหว่างประเทศก็จะมีอัตราค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันตามแต่ละที่ธนาคารกำหนด
ข้อสรุป ค่าธรรมเนียมเทรด Capital.com
ผมให้คะแนนค่าธรรมเนียมและต้นทุนเทรดที่ Capital.com อยู่ที่ 7 เต็ม 10 เนื่องจากข้อดีในด้านโมเดลค่าคอมมิชชั่น 0% และสเปรดต่ำ
อย่างไรก็ตาม การที่โบรกเกอร์ไม่ได้ให้บริการแบบสเปรดคงที่ (Fixed spread) และมีค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเทรด เช่น ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน ทำให้ความโปร่งใสและคะแนนในส่วนนี้ลดลงเล็กน้อยครับ

แพลตฟอร์มเทรด
แพลตฟอร์มเทรดบน Capital.com ดีไหม ? โบรกเกอร์นี้มีแพลตฟอร์มยอดนิยมให้คุณเลือกใช้ทั้ง MetaTrader 4 (MT4), MetaTrader 5 (MT5), TradingView และ Capital.com web/app ตามสไตล์การเทรดและความต้องการส่วนบุคคลของคุณ
แต่หากคุณอยากสำรวจว่าแพลตฟอร์มไหนที่ตรงกับการใช้งานของคุณมากที่สุด ทีมงานของเราได้สร้างเครื่องมือช่วยเลือกแพลตฟอร์มเทรดเพื่อให้คุณค้นหาซอฟต์แวร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณได้ดีที่สุด ผ่านการสอบถามสั้นๆ 5 ขั้นตอน ด้านล่างนี้
MetaTrader 4 (MT4)
MT4 พัฒนาโดย MetaQuotes และถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มั่นคงและเก่าแก่ที่สุดในตลาด โดยมีจำนวนเทรดเดอร์รายย่อยใช้งานมากกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ทั่วโลก
และสำหรับผมแล้ว MT4 คือแพลตฟอร์มเทรดที่ผมใช้งานบ่อยที่สุด เนื่องจากอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและมีฟีเจอร์การวิเคราะห์กราฟที่ครบเครื่องครับ

จุดเด่นของ MT4:
- อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย: MT4 มีหน้าตาโปรแกรมที่เข้าใจง่าย ทำให้การใช้งานและการตั้งค่าต่างๆ สะดวกแม้สำหรับมือใหม่
- ชุมชนผู้ใช้งานขนาดใหญ่: การมีฐานผู้ใช้ที่กว้างขวางหมายความว่าคุณจะสามารถหาทรัพยากรต่างๆ ได้ง่าย เช่น อินดิเคเตอร์ที่ปรับแต่งเองและระบบเทรดอัตโนมัติ EAs
- เครื่องมือสร้างกราฟครบครัน: มาพร้อมอินดิเคเตอร์ทางเทคนิค 30 รายการ และเครื่องมือวิเคราะห์อีก 24 ชนิด
- รองรับคำสั่งซื้อขายที่หลากหลาย: รองรับการตั้งราคาล่วงหน้า 4 รูปแบบ (Buy Stop, Buy Limit, Sell Limit, Sell Stop) และรูปแบบการส่งคำสั่งอีก 3 ประเภท
- สร้างระบบเทรดเองได้: คุณสามารถเขียน EA ของตัวเองด้วยภาษา MQL4 เพื่อช่วยเทรดอัตโนมัติหรือสร้างอินดิเคเตอร์เฉพาะตัวได้
- ความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง: คุณสามารถใช้งาน MT4 ได้จากหลากหลายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น Android, iOS, คอมพิวเตอร์ (ทั้ง Windows และ Mac) รวมถึงการเทรดผ่านเบราว์เซอร์ (MT4 WebTrader)
ข้อจำกัดของ MT4:
- ข้อจำกัดด้านสินทรัพย์: เข้าถึงหุ้น CFD ได้แค่บางตัว โดยเน้นไปที่ Forex และดัชนีเป็นหลัก
- เทคโนโลยีเริ่มล้าสมัย: แม้จะยังมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มรุ่นใหม่อย่าง MT5 แล้ว MT4 ดูจะมีฟีเจอร์ที่ตามหลังอยู่ไม่น้อย
- ไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม: ปัจจุบัน MetaQuotes ไม่ได้ทำการพัฒนาหรืออัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้กับ MT4 อย่างต่อเนื่องแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าในอนาคต MT5 อาจเข้ามาแทนที่อย่างเต็มตัว
MetaTrader 5 (MT5)
หากคุณต้องการเวอร์ชั่นอัปเกรดจาก MT4 ผมคิดว่า MetaTrader 5 (MT5) คือตัวเลือกที่ดีครับ โดยแพลตฟอร์ม MT5 มีขีดความสามารถที่เหนือกว่ามาก ทั้งในด้านจำนวนกราฟ เครื่องมือวิเคราะห์ที่หลากหลายขึ้น ประเภทของสินทรัพย์ที่มากขึ้น ตลอดจนความเร็วในการประมวลผลที่รวดเร็วกว่าเดิม

ความแตกต่างที่สำคัญคือ MT4 ถูกออกแบบมาเพื่อการเทรดในตลาดที่มีการกระจายศูนย์ (Decentralised Exchanges) เช่น ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) เป็นหลัก แต่ MT5 เป็นแพลตฟอร์มแบบ Multi-asset ที่ช่วยให้คุณเข้าถึงตลาดที่หลากหลายกว่ามาก
ในกรณีการใช้ MT5 กับโบรกเกอร์ Capital.com คุณจะสามารถเทรด CFD ของหุ้นได้อีกหลายตัว เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีการซื้อขายผ่านตลาดกลาง (Centralised Exchange) นั่นเอง
ฟีเจอร์เพิ่มเติมที่มีใน MT5 (นอกเหนือจากที่มีใน MT4):
- เครื่องมือสร้างกราฟขั้นสูง: เครื่องมือวิเคราะห์ 44 ชนิด, อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค 38 รายการ และมี Timeframe ให้เลือกถึง 21 แบบ ซึ่งตอบโจทย์กลยุทธ์การเทรดแบบ Scalping ได้ดีมาก
- คำสั่งซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มเติม: มีคำสั่ง Pending Order เพิ่มขึ้นมาอีก 2 ประเภทที่ไม่มีใน MT4 คือ Buy-Stop-Limit และ Sell-Stop-Limit
- ข้อมูลปริมาณการเทรดจริง: สามารถเข้าถึงข้อมูลปริมาณการซื้อขายจริงในตลาดได้ ต่างจาก MT4 ที่จำกัดการแสดงผลเพียงแค่ Tick Volumes เท่านั้น
- ภาษาโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพกว่า: พัฒนาด้วยภาษา MQL5 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าจัดการได้ง่ายและยืดหยุ่นกว่า MQL4 บน MT4
- ระบบ Backtesting ที่ทรงพลัง: ด้วยการประมวลผลแบบ 64-bit ทำให้ MT5 มีประสิทธิภาพในการทดสอบกลยุทธ์ย้อนหลัง (Backtest) โดยใช้ข้อมูลของหลายสินทรัพย์พร้อมกันได้
TradingView
ในกรณีที่คุณเป็นเทรดเดอร์สายกราฟ ผมคิดว่า TradingView ถือเป็นขุมพลังด้านการสร้างกราฟและวิเคราะห์ทางเทคนิค (TA) ที่ไม่ควรพลาด
TradingView จะช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์และส่งคำสั่งเทรดได้โดยตรง พร้อมทั้งใช้งานอินดิเคเตอร์ได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ คุณยังสามารถทดสอบกลยุทธ์ของคุณได้แบบไม่มีความเสี่ยงผ่านบัญชี Demo ของ Capital.com บนแพลตฟอร์มนี้ได้อีกด้วย
และด้วยฐานผู้ใช้งานมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก TradingView จึงเป็นหนึ่งในโซลูชันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการคัดกรองตลาด (Market Screening) แถมยังเรียนรู้การใช้งานได้ง่ายอีกด้วย

ฟีเจอร์ที่โดดเด่นของ TradingView:
- เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคขั้นสูง: เข้าถึงกราฟที่มาพร้อมกับเครื่องมือวิเคราะห์ประสิทธิภาพสูงหลายตัว เพื่อการวิเคราะห์ที่แม่นยำ
- แสดงกราฟได้สูงสุด 8 กราฟต่อหนึ่งหน้าจอ: คุณสามารถเปิดผลิตภัณฑ์, อินดิเคเตอร์ และไทม์เฟรมที่แตกต่างกันได้พร้อมกันในหน้าจอเดียว สูงสุดถึง 6 จอภาพ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่คุณเลือกใช้งาน)
- เครื่องมือวาดกราฟและอินดิเคเตอร์ที่ครบครัน: มีเครื่องมือวาดกราฟมากกว่า 90 ชนิด และอินดิเคเตอร์สำหรับการเทรดอีกหลายร้อยรายการ
- ช่วงเวลาของกราฟ (Timeframes) หลายรูปแบบ: ให้คุณสามารถตั้งค่าช่วงเวลาได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ระดับวินาทีไปจนถึงระดับปี
แพลตฟอร์ม Capital.com บนเว็บ
ผมชื่นชมแพลตฟอร์มการเทรดที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Capital.com ในเวอร์ชั่นเว็บเบราว์เซอร์เพราะมีการควบคุมหน้าจอที่ใช้งานง่าย บวกกับการผสมผสานฟังก์ชันการทำงานขั้นสูง ทำให้เข้าถึงเครื่องมือเทรดภายในได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
โดยฟีเจอร์ที่ผมประทับใจที่สุดคือ Guaranteed Stop-Loss Order (GSLO) หรือการตั้งจุดตัดขาดทุนแบบการันตี ซึ่งจะรับประกันว่าออเดอร์ของคุณจะถูกปิดที่ราคาที่คุณกำหนดไว้เป๊ะๆ โดยไม่เกี่ยงว่าราคาตลาดจะผันผวนหรือเกิดช่องว่างของราคา แม้ว่าจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเล็กน้อยในการเปิดใช้งาน GSLO ก็ตาม
ฟีเจอร์ที่โดดเด่นบนแพลตฟอร์ม Capital.com เวอร์ชั่นเว็บ:
- อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและปรับแต่งได้: ช่วยให้ฉันสามารถปรับเลย์เอาต์, ธีม และมุมมองกราฟได้ตามความถนัด
- เครื่องมือวิเคราะห์ที่ครบครัน: มีอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคให้เลือกมากกว่า 75 ชนิด, เครื่องมือวาดกราฟ และไทม์เฟรมที่หลากหลาย
- เครื่องมือบริหารความเสี่ยง: เช่น ระบบป้องกันยอดเงินติดลบ, การตั้งจุดตัดขาดทุนแบบการันตี และระบบแจ้งเตือนมาร์จิ้นในตัว
- เข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้หลาหลาย: รองรับการเทรด CFD ทั้ง ฟอเร็กซ์, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์, หุ้น และคริปโตเคอร์เรนซี
- การวิเคราะห์ด้วยระบบ AI: มีการแสดงข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยจะให้คำแนะนำส่วนบุคคลและแจ้งเตือนความเสี่ยงตามพฤติกรรมการเทรดที่ผ่านมาของคุณ
แอพเทรด Capital.com
หนึ่งในฟีเจอร์ที่ผมใช้งานบ่อยเมื่อไม่ได้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์คือ แอพมือถือของ Capital.com ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งบน iOS และ Android โดยตัวแอพเทรดนี้จะมีดีไซน์ที่เรียบง่ายและใช้งานได้สะดวก ทำให้การเปิดออเดอร์หรือเช็กรายการสินทรัพย์ที่ติดตามเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเมนูหลายขั้นตอน

สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ ผมสามารถเรียกใช้ฟีเจอร์ส่วนใหญ่เหมือนกับเวอร์ชันเดสก์ท็อป และข้อมูลทั้งหมดจะซิงค์อัตโนมัติระหว่างอุปกรณ์ ไม่ว่าคุณจะใช้งานผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์
ฟีเจอร์หลักของแอพ Capital.com
- เทรด CFDs มากกว่า 3,000 ตลาด รวมถึง ฟอเร็กซ์, หุ้น, ดัชนี, คริปโต และสินค้าโภคภัณฑ์
- การแจ้งเตือนราคาผ่านมือถือ เพื่อไม่พลาดจังหวะสำคัญของตลาด
- อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคมากกว่า 100 ตัว
- ตัวเลือกการจัดการความเสี่ยงด้วยคำสั่งสำคัญ เช่น Stop Loss และ Take Profit
นอกจากนี้ ยังมีแอพการเรียนรู้แยกต่างหากชื่อ Investmate ที่เป็นถือเป็นหนึ่งในพอร์ทัลการศึกษาของ Capital.com ที่ออกแบบมาสำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งผมเคยลองใช้ในช่วงที่เริ่มศึกษาเรื่องการเทรด และพบว่าเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการเรียนรู้พื้นฐานของตลาดการเงินและการเทรด CFD
Social Trading
จากที่ผมลองสำรวจมา ผมไม่พบแพลตฟอร์ม Social Trading หรือ Copy Trading ใด ๆ บน Capital.com แต่แพลตฟอร์มเทรดที่รองรับทั้ง MT4, MT5 และ Tradingview ก็ยังคงเปิดโอกาสให้คุณสามารถใช้งานระบบเทรดอัตโนมัติและติดตามกลยุทธ์ของเทรดเดอร์รายอื่นได้เหมือนกัน
ซึ่งฟีเจอร์ Social Trading นี้เป็นระบบที่ช่วยให้คุณสามารถติดตามผู้ให้บริการสัญญาณ (Signal Providers), คัดลอกคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติ และบริหารความเสี่ยงผ่านการกำหนดขนาดการลงทุนได้ง่าย ๆ เพียงแค่เชื่อมต่อบัญชีเทรดของคุณกับแพลตฟอร์มที่รองรับฟีเจอร์และเลือกผู้ให้บริการสัญญาณที่คุณต้องการคัดลอกคำสั่งเทรด
ความเร็วในการส่งคำสั่ง (Execution Speed)
จากการทดสอบของผม Capital.com ให้ความเร็วในการดำเนินคำสั่งซื้อขายที่น่าประทับใจ โดยมี ความเร็วเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.025 วินาที
ซึ่งเวลาในระดับนี้ถือว่ามีความสำคัญสำหรับเทรดเดอร์สาย Scalping เป็นอย่างมาก เพราะช่วยให้คำสั่งซื้อขายถูกดำเนินการ ณ ราคาที่ตั้งใจไว้หรือใกล้เคียงมากที่สุด ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิด Slippage หรือการจับคู่ราคาที่แตกต่างจากที่ตั้งคำสั่งได้
ข้อสรุป แพลตฟอร์มเทรด Capital.com
Capital.com ได้รับคะแนน 8.5 เต็ม 10 ในด้านความพร้อมของแพลตฟอร์มเทรด เนื่องจากการผสานรวมกับแพลตฟอร์มอย่าง MT4, MT5 และ TradingView ทำได้อย่างยอดเยี่ยม และยังให้บริการแพลตฟอร์มเทรดของตัวเองในเวอร์ชันแอปพลิเคชันบนมือถือและเว็บเบราว์เซอร์
อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์นี้ไม่รองรับ cTrader และไม่มีแพลตฟอร์มส่วนตัวที่มีระบบ Copy Trading ในตัว ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งอีกหลายรายในอุตสาหกรรมนี้

ความปลอดภัย
ประเด็นด้านความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในการใช้งานเป็นประเด็นที่ทีมงาน Brokersthai ของเราให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการประเมิณโบรกเกอร์ที่ดีที่สุดในตลาดฟอเร็กซ์ไทย
จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผมพบว่า Capital.com ทำได้ดีในส่วนนี้ เพราะมีดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานทางการเงินชั้นนำหลายแห่งทั่วโลกและมีชื่อเสียงในเชิงบวกจากรีวิวผู้ใช้งานจริง

การกำกับดูแล
Capital.com ได้รับการอนุญาตและอยู่ภายใต้การควบคุมโดยกลุ่มหน่วยงานทางการเงินระดับโลกในหลายเขตอำนาจศาล โดยแบ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลระดับ Tier-1, Tier-2 และหน่วยงานระดับ Tier-3 ดังตารางด้านล่างนี้
| ระดับความปลอดภัย | หน่วยงาน |
|---|---|
| Tier-1 | ASIC (Australia) - Australian Securities & Investment Commission FCA (UK) - Financial Conduct Authority CySEC (Cyprus) - Cypress Securities & Exchange Commission |
| Tier-2 | SCA (UAE) - Securities and Commodities Authority |
| Tier-3 | SCB (Bahamas) - Securities Commission of the Bahamas |
สำหรับเทรดเดอร์ไทย จุดที่ควรระวังคือ Capital.com ไม่ได้รับใบอนุญาตโดยตรงจาก ก.ล.ต ของไทย ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่พบเห็นโดยทั่วไปในโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ แต่ด้วยการกำกับดูแลโดยหน่วยงานข้างต้น ก็สามารถแสดงถึงความเข้มงวดในการปฎิบัติตามมาตรฐานสากลได้ไม่น้อย
นอกจากนี้ Capital.com ยังได้ดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องเงินทุนของคุณ โดยการใช้ บัญชีธนาคารแยกส่วนกับธนาคารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าเงินของคุณจะถูกเก็บแยกออกจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทอย่างเด็ดขาด
และที่ผมคิดว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ที่ยังบริการเงินทุนไม่คล่องก็คือ ระบบป้องกันยอดเงินติดลบสำหรับเทรดเดอร์รายย่อยที่เทรด CFD เพื่อให้มั่นใจว่าผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจะถูกจำกัดอยู่แค่ในวงเงินที่คุณมีอยู่ในบัญชีเทรดเท่านั้น
ชื่อเสียง
Capital.com ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ณ เมืองลิมาสซอล ประเทศไซปรัส และจากการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับโบรกเกอร์ Capital.com ผมยังไม่พบกับข้อพิพาททางกฏหมายหรือการถูกสั่งปรับที่ร้ายแรงแต่อย่างใด
โบรกเกอร์รายนี้มีชื่อเสียงที่แข็งแกร่งซึ่งการันตีด้วยรางวัลมากมาย เช่น รางวัล “Best Overall Trading Platform 2024” จาก Online Money Awards และรางวัล “Best In Class” ในฐานะโบรกเกอร์ที่เชื่อมต่อกับ TradingView จากกลุ่มผู้ใช้งานจริงอีกหลายรายการ
ปัจจุบัน Capital.com มีผู้ใช้งานกว่า 740,000 รายทั่วโลก โดยมีลูกค้าที่แอคทีฟมากกว่า 100,000 รายต่อเดือน และในปี 2024 ที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายรวมทั้งหมดพุ่งสูงถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมาก
ในส่วนของความนิยมบนโลกออนไลน์ ผมพบว่าคนไทยค้นหาเกี่ยวกับ Capital.com มากถึง 210 ครั้งต่อเดือน จัดอยู่ในลำดับที่ 39 ของโบรกเกอร์ที่มีผู้คนหามากที่สุดในไทย (ข้อมูลจาก google ในปี 2025) ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนถึงความนิยมได้ในระดับหนึ่ง
รีวิว
เมื่อเราลองดูความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริงที่มีต่อ Capital.com จะพบว่าโบรกเกอร์ได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยถึง 4.6 จาก 5 ดาว จากรีวิวของผู้ใช้งานจริงมากกว่า 12,800 รายการ
จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้งานส่วนใหญ่พบว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ประทับใจในเรื่องสเปรดที่ต่ำ รวมถึงมีความเร็วของการฝากเงินในระดับที่น่าพอใจ
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อร้องเรียนอยู่บ้างในส่วนของระยะเวลาการถอนเงิน (ในบางกรณี) แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว เสียงตอบรับส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปในเชิงบวกมากกว่า

ข้อสรุป ความปลอดภัยและการกำกับดูแล
โดยรวมแล้ว ผมถือว่า Capital.com เป็นโบรกเกอร์ที่มีความปลอดภัยในระดับสากล เพราะได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานชั้นนำหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น FCA, ASIC หรือ Cysec และยังมีนโยบายแยกเงินฝากและการยืนยันตัวตนที่เข้มงวด
อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ที่คุ้มครองชาวไทยโดยเฉพาะ Capital.com อาจยังไม่ตอบโจทย์นัก เพราะยังไม่ได้ผ่านการรับรองของ ก.ล.ต. โดยตรง

การฝากและถอนเงิน
แม้ว่า Capital.com จะขึ้นชื่อเรื่องสเปรดต่ำ แต่สิ่งที่ทำให้ต้นทุนรวมในการเทรดของโบรกเกอร์นี้อาจยังสู้คู่แข่งไม่ได้นั่นก็คือ “ค่าธรรมเนียมฝากถอนบางรายการ” ซึ่งผมจะขอสรุปรายละเอียดในหัวข้อด้านล่างนี้
ต้องใช้เงินฝากขึ้นต่ำเท่าไหร่ในการฝากเงินกับ Capital.com?
เงินฝากขั้นต่ำของ Capital.com ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ $20 แต่จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามช่องทางที่คุณเลือกใช้งาน ซึ่งถือว่าค่อนข้างยืดหยุ่นสำหรับเทรดเดอร์ที่มีงบประมาณเริ่มต้นต่างกัน
สกุลเงินหลักของบัญชี
ปัจจุบัน Capital.com ยังไม่มีตัวเลือก THB (เงินบาท) ให้คุณเลือกฝาก แม้จะอนุญาตให้คุณฝากผ่านทาง Thai QR code ก็ตาม
โดยสกุลเงินหลักของบัญชีที่พบได้บ่อย ได้แก่
- USD (ดอลลาร์สหรัฐ)
- EUR (ยูโร)
- GBP (ปอนด์สเตอลิงก์)
- AUD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย)
- AED (ดีแรห์มสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)
- CHF (ฟรังก์สวิส)
- HKD (ดอลลาร์ฮ่องกง)
- SGD (ดอลลาร์สิงคโปร์)
- PLN (ซวอตีโปแลนด์)
การฝากเงินและค่าธรรมเนียม
โดยทั่วไปแล้วเทรดเดอร์ชาวไทยจะมีตัวเลือกการฝากเงินกับ Capital.com หลายช่องทางและมักจะไม่มีค่าธรรมเนียมฝากจากโบรกเกอร์ แต่อาจจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากตัวกลาง เช่น การฝากผ่านบัตร Visa/Mastercard จะมีค่าธรรมเนียม 2.5 USD หรือ การฝากโดยใช้ USDT ที่จะมีค่าธรรมเนียมโครงข่าย (Network Fee) เป็นต้น
และนี่คือตัวเลือกการฝากเงินสำหรับชาวไทยโดยเฉพาะ
- โอนเงินผ่านธนาคารระหว่างประเทศ
- บัตรธนาคาร Visa / Mastercard
- Google Pay
- Neteller
- Skrill
- Tether (USDT)
- ThaiQR (โอนผ่าน QR Code ของธนาคารไทย)
การถอนเงินและค่าธรรมเนียม
จากการสำรวจ ผมพบว่า Capital.com ไม่ได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการถอนเงินออกจากบัญชีเทรด แต่เทรดเดอร์ชาวไทยจะสามารถถอนได้เพียงช่องทางเดียวนั่นก็คือ Skrill
และมีการกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำประมาณ $20
อย่างไรก็ตาม เมื่อยอดเงินในบัญชีของคุณต่ำกว่าจำนวนขั้นต่ำที่กำหนด คุณจะสามารถถอนเงินได้เฉพาะยอดเงินทั้งหมดในบัญชีเท่านั้น
และเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขที่อาจแตกต่างกัน ผมขอแนะนำให้คุณตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดของช่องทางการถอนเงินโดยตรงบนแพลตฟอร์มของ Capital.com ก่อนทำรายการถอนเงินทุกครั้ง
ความยากง่ายในการเปิดบัญชี
ผมพบว่าการสมัครใช้งานกับโบรกเกอร์ Capital.com นั้นเป็นเรื่องที่ง่ายและรวดเร็วมาก คุณเพียงเลือกใช้อีเมลและตั้งรหัสผ่าน หรือสมัครผ่านบัญชี Google หรือ Apple ก็สามารถสมัครสมาชิกได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม คุณจำเป็นต้องทำการยืนยันการสมัครผ่านอีเมลอีกครั้ง ก่อนที่จะทำการล็อกอินและตอบคำถามเบื้องต้นเพื่อการสมัครใช้งานให้เสร็จสิ้น โดยคำถามเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแนะนำเครื่องมือการเทรดและประเภทบัญชีที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณมากที่สุด

และแน่นอนว่าเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน คุณจะต้องจัดเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนตามมาตรฐานสากล (KYC) ก่อนที่จะสามารถฝากเงินเข้าบัญชีได้ ซึ่งจากประสบการณ์ของผม กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียง 8-9 นาที เท่านั้น ถือว่ารวดเร็วมากหากเปรียบเทียบกับโบรกเกอร์รายอื่นในอุตสาหกรรม
ข้อสรุป การฝากถอนเงินที่ Capital.com
ผมให้คะแนนความพร้อมของการฝากและถอนเงินของ Capital.com อยู่ที่ 8.0 เต็ม 10 นั่นเพราะพวกเขาไม่เก็บค่าธรรมเนียมการฝากเงิน และสามารถเริ่มต้นได้ง่ายด้วยเงินฝากขั้นต่ำประมาณ 700-800 บาท พร้อมทั้งรองรับ Thai QR สำหรับคนไทย
จุดทำให้คะแนนลดต่ำลงนั่นคือ เทรดเดอร์ชาวไทยไม่สามารถถอนเงินผ่านช่องทางอื่นที่นอกเหนือจาก Neteller ได้ และคุณไม่สามารถใช้เงินสกุลบาทในการฝากถอนได้โดยตรง ทำให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน และค่าธรรมเนียมตัวกลาง

ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
ในการทดลองเทรดจริงผมพบว่า Capital.com นำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายและครอบคลุมเป็นอย่างมาก โดยเน้นไปที่สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFDs) เป็นหลัก ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถเข้าถึงตลาดการเงินทั่วโลก โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์จริง
CFDs
ในการเทรดกับ Capital.com คุณจะสามมารถคุณเข้าถึงตลาด CFD ได้หลายประเภทและจากทั่วโลก โดยมีรายละเอียดสินทรัพย์ดังนี้
- ฟอเร็กซ์ 158 คู่: คุณสามารถเทรดคู่เงินได้มากกว่า 147 คู่ (ครอบคลุมทั้งคู่เงินหลัก, คู่เงินรอง และคู่เงิน Exotic) โดยเปิดให้เทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันทำการ
- หุ้น 5,612 ตัว: Capital.com นำเสนอ CFD ของหุ้นระดับโลกหลายตัว รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla, Amazon และ Meta ช่วยให้คุณเก็งกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นรายตัวได้ทันที
- ดัชนี 47 ตัว: คุณสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดหุ้นทั้งระบบผ่านดัชนีสำคัญ เช่น US 500 และ FTSE 100
- สินค้าโภคภัณฑ์ 83 รายการ: แพลตฟอร์มรองรับการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดสถานะซื้อหรือขายในกลุ่มพลังงานหลักเช่น น้ำมัน, โลหะมีค่า (เช่น ทองคำ) และสินค้าทางการเกษตร
- คริปโตเคอร์เรนซี 571 ตัว: ครอบคลุมทั้งเหรียญยอดนิยมและโทเค็นใหม่
เทรดทองกับ Capital.com
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เทรดเดอร์ไทยหลายคนน่าจะชื่นชอบ นั่นก็คือการเทรดทองคำ (Gold Trading) และผมก็พบว่า Capital.com ก็ทำได้ดีในส่วนนี้ เพราะคุณสามารถเทรด CFD ของทองคำได้ง่ายเหมือนกับการเทรด Forex หรือหุ้น ผ่านแพลตฟอร์มทั้งบนเว็บและแอปพลิเคชันมือถือ
โดยส่วนใหญ่แล้วผมมักจะใช้ทองคำเพื่อการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ซึ่งจุดเด่นของการเทรดทองคำบน Capital.com ที่ผมประทับใจ ได้แก่
- ค่าสเปรดแคบเมื่อเทียบกับโบรกเกอร์รายอื่น ๆ หลายแห่งที่ผมเคย
- เทรดได้ 24 ชั่วโมง 5 วันทำการ ทำให้ผมสามารถเข้าหรือออกจากออเดอร์ได้ทุกเมื่อที่ต้องการตลอดสัปดาห์การเทรด
- ความยืดหยุ่นของเลเวอเรจสูง ช่วยให้ผมสามารถปรับขนาดสัญญาให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
คริปโตเคอร์เรนซี
สำหรับผมแล้ว Capital.com มีความโดดเด่นเป็นพิเศษในด้านบริการ CFD ของคริปโตเคอร์เรนซี เพราะคุณสามารถเข้าถึงคริปโตได้มากถึง 571 ตัว ซึ่งรวมถึงสินทรัพย์ยอดนิยมอย่าง Bitcoin, Ether, Cardano และ Dogecoin ทำให้ Capital.com กลายเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ CFD คริปโตรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม
ข้อควรระวัง โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์อนุพันธ์คริปโตจะไม่เปิดให้บริการแก่ลูกค้าบุคคลธรรมดาในสหราชอาณาจักรและในบางภูมิภาค เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของทาง FCA
การเทรดหุ้น
จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ผมพบว่า Capital.com นำเสนอ CFD ของหุ้นระดับโลกมากกว่า 5,612 ตัว ซึ่งครอบคลุมหุ้นยอดนิยมในตลาดหลักทรัพย์หลักๆ ทั่วโลก ทั้งยังเปิดบริการเทรดนอกเวลาทำการปกติอีกด้วย
โดยการเทรดหุ้นในรูปแบบ CFD หมายความว่าคุณสามารถทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นรายบริษัทได้โดย ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของหุ้นนั้นโดยตรง และยังสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
เลเวอเรจ
ทาง Capital.com ได้มีการกำหนดเลเวอเรจที่แตกต่างกันในลูกค้าแต่ละระดับและแต่ละภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่อยู่ในเขตการควบคุมของหน่วยงานที่มีกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด เช่น ASIC และ FCA จะมีอัตราเลเวอเรจสูงสุดที่ต่ำกว่า
ในขณะที่เทรดเดอร์ไทยที่มีการกำกับดูแลในหน่วยงาน offshore ที่มีความเข้มงวดที่ต่ำกว่าจะสามารถใช้เลเวอเรจได้ในอัตราที่สูงกว่า ดังเช่นที่แสดงในตารางด้านล่าง
| ประเภทสินค้า | อัตราเลเวอเรจสูงสุด |
|---|---|
| คู่ฟอเร็กซ์ | |
| • คู่เงินหลัก (Major) • คู่เงินรอง (Non-major) | 200:1 200:1 |
| ดัชนี | |
| • ดัชนีหุ้นหลัก • ดัชนีหุ้นรอง | 200:1 200:1 |
| สินค้าโภคภัณฑ์ | |
| • ทองคำ (Gold) • สินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ | 200:1 200:1 |
| หุ้นรายตัวและสินทรัพย์อ้างอิงอื่น ๆ | 20:1 |
| คริปโต | 20:1 |
ข้อสรุป ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน Capital.com
ผมให้คะแนนในความหลากหลายของตลาดการเงินสูงถึง 9.0 เต็ม 10 เนื่องจาก Capital.com มีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและหลากหลาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ CFD ซึ่งรวมถึง Forex, หุ้น, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์ และ คริปโตเคอร์เรนซี

ฝ่ายบริการลูกค้า
โดยส่วนตัวแล้วผมว่าการบริการลูกค้าของ Capital.com ยังอยู่ในระดับกลางเท่านั้น แม้จะมีการระบุว่าให้การบริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง แต่จากการลองติดต่อจริงกลับพบว่าคุณต้องใช้ระยะเวลารอการตอบกลับที่ค่อนข้างนาน (แม้บอทจะทำการตอบกลับอย่างรวดเร็วและให้ข้อมูลได้ดีในระดับหนึ่งก็ตาม)
โดยคุณสามารถเลือกติดต่อทีมงานได้หลากหลายช่องทางตามความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นช่องทางโทรศัพท์ (โทรระหว่างประเทศ), อีเมล, แชทสด และ WhatsApp แต่ช่องทางที่สะดวกที่สุดสำหรับชาวไทยก็ยังเป็นช่องทางแชทสด
ในแง่ภาษาที่รองรับ ผมพบว่าพวกเขารองรับภาษาอังกฤษเป็นหลัก และให้บริการในภาษาอื่นๆ เช่น เยอรมัน, อิตาลี และสเปน แต่จะไม่มีเจ้าหน้าชาวไทยไว้คอยให้บริการ

จากประสบการณ์ใช้งานของผม ผมค่อนข้างประทับใจในการรับบริการ หลังจากแจ้งปัญหากับระบบ AI Bot จะมีการโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ ซึ่งผมได้สอบถามเกี่ยวกับการโอนเงินผ่านธนาคารหรือผ่าน E-wallet และเจ้าหน้าที่ก็ดูแลเคสของผมได้อย่างมืออาชีพและตรงประเด็น
ข้อสรุป ฝ่ายบริการลูกค้า Capital.com
ผมให้คะแนนการบริการลูกค้าที่ 9 เต็ม 10 เนื่องจากความหลากหลายของช่องทางการติดต่อและความรวดเร็วในการตอบกลับ รวมถึงความรู้และประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาหน้างานได้จริง
พอร์ทัลการศึกษาและการวิจัย
Capital.com มีพอร์ทัลการศึกษาที่ทำออกมาได้อย่างครอบคลุม โดยคุณสามารถพบแหล่งข้อมูลวิจัย การวิเคราะห์ตลาด และสื่อการเรียนรู้ทั้งหมดได้ที่แท็บ “Learn” ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือการที่การแยกหัวข้อสำคัญออกมาเป็นหน้าย่อยเฉพาะทาง เพื่อให้เทรดเดอร์ค้นหาได้ง่ายขึ้น

นี่คือตัวอย่างของเนื้อหาที่คุณจะพบได้จากพอร์ทัลการศึกษานี้
- Investmate: แอปพลิเคชันเดียวที่ถูกแยกออกมาสำหรับการเรียนรู้โดยเฉพาะ คุณจะพบคอร์สทางการเงินที่มาพร้อมกับควิซทดสอบความเข้าใจ ซึ่งเหมาะมากสำหรับมือใหม่ที่อยากปูพื้นฐานตั้งแต่ศูนย์
- Capital.com TV: วิดีโอวิเคราะห์ตลาดรายวันโดยผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้คุณตามทันทุกเหตุการณ์สำคัญของโลกแบบเรียลไทม์
- การวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมด้วย AI: แพลตฟอร์มจะมีระบบตรวจจับพฤติกรรมการเทรดของคุณ เพื่อแจ้งเตือนหากคุณกำลังตกอยู่ในสภาวะอารมณ์ที่เสี่ยง หรือเทรดผิดกลยุทธ์ที่วางไว้ (เช่น การ Overtrade หรือการไม่ยอมตัดขาดทุน)

ข้อสรุป พอร์ทัลการศึกษา Capital.com
ผมให้คะแนนความพร้อมของพอร์ทัลการศึกษาของ Capital.com สูงถึง 9.5 เต็ม 10 เพราะนี่คือห้องสมุดการเทรดที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรม ผ่านข้อมูลที่จับต้องได้ แต่ส่วนที่ต้องถูกหักคะแนนออกไปคือ ยังไม่สื่อภาษาไทยสำหรับเทรดเดอร์ชาวไทยโดยตรง
ข้อสรุป รีวิว Capital.com
หลังจากรีวิวในทุกมิติ ผมสามารถสรุปได้ว่า Capital.com คือหนึ่งในโบรกเกอร์ forex ที่น่าสนใจ พวกเขาสามารถมอบประสบการณ์การเทรดที่น่าทึ่งในการซื้อขาย CFD และ Forex ด้วยเหตุนี้ คะแนนโดยรวมของ Capital.com จึงอยู่ที่ 82 จาก 100 คะแนน
เมื่อพิจารณาในแง่โครงสร้างการกำกับดูแล โบรกเกอร์นี้ก็ทำได้ดีไม่น้อยแม้จะไม่ใช่หน่วยงานไทย แต่ก็มีใบอนุญาตจาก FCA, ASIC, CySEC, SCB และ SCA
และด้วยตัวเลือกทางผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายพันรายการ ครอบคลุมทั้งฟอเร็กซ์, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์, หุ้น และคริปโตเคอร์เรนซี ที่มาพร้อมกับโมเดลค่าคอมมิชชั่น 0% ก็ยิ่งทำให้โบรกเกอร์นี้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การรวมเอา MT4, MT5 และ TradingView เข้ามาไว้ด้วยกัน พร้อมกับทรัพยากรทางการศึกษาคุณภาพสูงอย่างแอป Investmate ก็ยิ่งทำให้โบรกเกอร์นี้เหมาะกับเทรดเดอร์ทุกระดับ ส่วนข้อเสียหลักคือ ขาดเนื้อหาภาษาไทยและฝ่ายสนุนลูกค้าชาวไทยโดยเฉพาะ เลยทำให้ยากต่อการใช้งานสำหรับเทรดเดอร์ไทยบางท่าน
คำถามที่พบบ่อย
Capital.com ดีไหม ถ้าจะเทรด CFD ?
ดี คุณสามารถเข้าถึง CFD ได้หลายประเภท ตั้งแต่ฟอเร็กซ์, ดัชนี, ทองคำ ไปจนถึงคริปโต และยังสามารถใช้เลเวอเรจในการเทรดได้ด้วย แต่อัตราเลเวอเรจจะแตกต่างกันออกในแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์
ฝากขั้นต่ำที่ Capital.com ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ?
เพื่อเริ่มต้นการเทรด forex คุณจำเป็นต้องมีเงินฝากขั้นต่ำจะแตกต่างกันไปตามช่องทางที่คุณเลือก โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ $20 ยกเว้นการฝากเงินผ่านธนาคารระหว่างประเทศที่กำหนดยอดฝากขั้นต่ำที่ $50 โดยไม่มีค่าธรรมเนียมฝากที่เรียกเก็บจากโบรกเกอร์
Capital.com มีบัญชี Demo หรือไม่?
มี Capital.com มีบัญชีทดลอง (Demo Account) ให้ใช้งานฟรี พร้อมเงินจำลอง เพื่อให้คุณได้ฝึกฝนกลยุทธ์และสร้างความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความเสี่ยง
Capital.com มีบัญชีเทรดกี่ประเภท?
หนึ่งประเภท โดยหลักแล้ว Capital.com ให้บริการ บัญชี CFD มาตรฐาน (Standard Retail Account) แต่ก็ประเภทบัญชีเสริมตามเงื่อนไขดังนี้
- Spread Betting: สำหรับลูกค้าใน UK เท่านั้น
- บัญชี 1X: บัญชีเทรด CFD แบบไม่ใช้เลเวอเรจ (สำหรับบางภูมิภาค)
- บัญชี Professional: สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์และผ่านเงื่อนไขที่กำหนด (จะได้รับเลเวอเรจที่สูงขึ้นแต่ความคุ้มครองบางอย่างจะลดลง)
เกี่ยวกับรีวิวนี้
ใน Capital.com นี้ทีมงานของเราได้ใช้กระบวนการประเมินที่ครอบคลุม โดยอ้างอิงจากข้อมูลค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เผยแพร่อย่างเป็นทางการ และทดสอบการเทรดจริงเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนที่ผู้ใช้งานต้องจ่ายจริงในสภาพตลาดปัจจุบัน
เว็บไซต์ของเราทำการอัพเดทข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์เป็นประจำทุกเดือน รวมถึงตรวจสอบค่าสเปรด คอมมิชชั่น และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ผ่านการเทรดจริงเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ได้สะท้อนสภาพการเทรดจริงมากที่สุด
กระบวนการนี้ช่วยให้การประเมินค่าธรรมเนียมของ Capital.com มีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับเปรียบเทียบกับโบรกเกอร์อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทางเลือกอื่นแทน Capital.com
หากคุณต้องการโบรกเกอร์ที่มีฟีเจอร์อื่น หรือกำลังมองหาที่รองรับแพลตฟอร์ม cTrader ผมขอแนะนำโบรกเกอร์ด้านล่างนี้ครับ



































Justin Grossbard
Justin เริ่มต้นเทรดตั้งแต่ปี 1998 และได้นั่งตำแหน่งประธานคณะผู้บริหาร และ ผู้ร่วมก่อตั้งของ BrokersThai เมื่อปี 2014 ในหลายปีนี้ Justin ได้เผยแพร่บทความทางการเงินมากกว่า 100 บทความ บน Forbes, Kiplinger ไปจนถึง Finance Magnates เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาตรีในสาขาวิชาพาณิชยศาสตร์ และมีบทบาทสำคัญในชุมชนฟินเทคมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เขายังเป็นเจ้าของหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนและการซื้อขาย ที่เผยแพร่เมื่อปี 2023 อีกด้วย
คำตัดสิน
ค่าธรรมเนียม
แพลตฟอร์มการซื้อขาย
ความปลอดภัย
การฝากเงินเข้าบัญชี
สินค้า
บริการช่วยเหลือ
การวิจัยตลาด