Bid ask คือ ชื่อเรียกของการเสนอซื้อและขาย (ตามลำดับ) โดยสองราคานี้รวมกันเรียกว่า “Bid-Ask Quote” และความแตกต่างระหว่างสองราคานี้เรียกว่า “Bid/Ask Spread” นั่นเอง
ในบทความนี้ของ brokersthai ผมจะอธิบายให้คุณเห็นภาพมากขึ้นว่าราคา Bid-Ask และ Bid/Ask Spread นั้นทำงานอย่างไรในตลาดฟอเร็กซ์ รวมถึงการคำนวณค่าที่เกี่ยวข้อง
Bid Ask คือ ? จุดเริ่มต้นที่ควรรู้ก่อนเทรด
Bid Ask คือ ราคาซื้อและราคาขายที่คุณเห็นทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ในตลาด forex Bid คือราคาซื้อ Ask คือราคาขาย บางโบรกเกอร์อาจใช้คำว่า Buy/Sell หรือ Bid/Offer แต่ความหมายเหมือนกัน
ผมเทรดมาตั้งแต่ปี 1998 และสิ่งที่ผมสังเกตจากเทรดเดอร์ที่อยู่รอดได้นาน คือคนที่เข้าใจว่าทำไม Bid กับ Ask ไม่เคยเท่ากัน และต้นทุนตรงนั้นกินกำไรของคุณยังไง อินดิเคเตอร์เก่งแค่ไหนถ้ามองข้ามเรื่องนี้ก็พอร์ตหดได้เหมือนกัน
ราคา Bid (Bid Price)
ราคา Bid คือราคาที่ตลาดยินดีรับซื้อจากคุณ พูดง่ายๆ ถ้าคุณกดปุ่ม Sell ตอนนี้ Bid คือราคาที่ระบบจะปิดออเดอร์ให้คุณ ราคานี้ขยับตามอุปสงค์อุปทาน สภาพคล่องของตลาด แนวโน้มภาพรวม และวิธีที่โบรกเกอร์ forex ที่คุณเลือกใช้งานคำนวณราคาในระบบของเขา
ราคา Ask (Ask Price)
ราคา Ask คือราคาที่ผู้ขายยินดีรับเพื่อขายคู่สกุลเงินนั้น ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อราคานี้ ได้แก่ อุปสงค์และอุปทานของตลาด, เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ, นโยบายของธนาคารกลางและช่วงเวลาการซื้อขาย (Trading Sessions)

สเปรดของ Bid/Ask คือ อะไร?
Bid/Ask Spread คือ ส่วนต่างระหว่าง ราคา Bid (ราคาซื้อ) และ ราคา Ask (ราคาขาย) ของคู่สกุลเงินที่คุณกำลังทำการเทรด เป็นราคาที่กำหนดโดยตลาด และบางครั้งก็กำหนดโดยโบรกเกอร์ของคุณเอง
ซึ่ง Bid/Ask Spread นี้ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการเทรด forexที่สะท้อนถึง สภาพคล่องของตลาด (Market Liquidity), ต้นทุนการซื้อขาย (Trading Costs) และ ประสิทธิภาพของตลาดแลกเปลี่ยน (Market Efficiency)
และการที่คุณการรู้จักความหมายของ Bid/Ask Spread และคำนวณค่านี้ได้จะทำให้คุณทราบถึง ต้นทุนที่คุณต้องจ่าย รวมไปถึงคาดการ์ความเป็นไปได้ของการทำกำไร และประเมิณได้ว่าการซื้อขาย forex ในแต่ละครั้งจะทำกำไรให้มากพอที่จะครอบคลุมค่า Spread ที่คุณต้องจ่ายได้หรือไม่ เสียไป
โดยทั่วไป Spread จะต่ำกว่าสำหรับคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูง และสูงกว่าสำหรับคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องต่ำหรือคู่เงินแปลกใหม่
ตัวอย่าง 1 การคำนวณค่า Bid/Ask Spread
- ถ้า ราคา Bid = 1.2000 และ ราคา Ask = 1.2002
- Bid/Ask Spread = 1.2002 – 1.2000 = 2 pips
ทำไม Bid/Ask Spread ถึงสำคัญ?
ทุกหน่วย pip ของราคาใน Spread คือเงินที่คุณจ่ายให้โบรกเกอร์ ก่อนที่ออเดอร์จะเริ่มเข้าฝั่งกำไรด้วยซ้ำ
ผมเคยเห็นเทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์ scalping เก่งมาก เปิดปิดออเดอร์ได้ pip ต่อครั้งเป๊ะ แต่บัญชีก็ยังลบเดือนละเดือน เพราะเลือกโบรกเกอร์ที่ Spread กว้างเกินกลยุทธ์รับไหว นี่คือเหตุผลที่ผมให้น้ำหนักเรื่อง Spread พอๆ กับเรื่องระบบเทรดเอง
และจากประสบการณ์ของผม ผมมักจะใช้ Bid/Ask Spread ในการประเมิณปัจจัยเหล่านี้
- ต้นทุนการซื้อขาย: เมื่อคุณเปิดออร์เดอร์ในแต่ละ lot ที่เทรด คุณจะเริ่มต้นด้วยการขาดทุนเล็กน้อยจาก Spread เนื่องจากราคา Ask (ราคาขาย) จะสูงกว่าราคา Bid (ราคาซื้อ) เสมอ
- สภาพคล่องของตลาด: ในกรณีที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง มีการซื้อขายในปริมาณมาก (เช่น คู่สกุลเงินหลักๆ อย่าง EUR/USD หรือ GBP/USD) ค่า Spread จะค่อนข้างแคบ แต่ถ้าคู่เงินนั้นมีการซื้อขายน้อย (เช่น คู่เงินรอง) คุณจะพบว่า Spread จะกว้างขึ้น

วิธีการคำนวณ Bid/Ask Spread ของราคา การเทรด forex
คุณสามารถคำนวณ Spread ในตลาดฟอเร็กซ์หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ รวมทั้งการเทรดทอง forex (XAU) (โดยใช้สูตรด้านล่างนี้)

ตัวอย่าง 2 การคำนวณราคา Bid และ Ask Spread
สมมุติว่า คุณกำลังเทรดคู่สกุลเงิน EUR/USD ด้วยเงื่อนไข:
- ราคา Bid: 1.1056
- ราคา Ask: 1.1058
ดังนั้น Spread ของราคา Bid และ Ask ที่คำนวณได้ใน แต่ละล็อตที่เทรด = 1.1058 − 1.1056 = 2 pips
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา Bid และ Ask Spread ในตลาด
ความแตกต่างของราคา Bid และ Ask Spread ในการซื้อขายแต่ละครั้ง ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

1. สภาพคล่องในตลาด (Market Liquidity)
สภาพคล่องคือจำนวนคนที่พร้อมจะเทรดในเวลานั้น ตลาดที่คนเทรดเยอะ ราคาขยับนุ่ม ออเดอร์เข้าที่ราคาที่คุณเห็น Spread แคบ EUR/USD เป็นตัวอย่างคลาสสิก เพราะเป็นคู่เงินที่มีปริมาณการเทรดสูงสุดในโลก คุณจะได้ Spread แค่ 0.1-1 pip ในช่วงตลาดสภาพคล่องสูง
ส่วนคู่เงินแปลกใหม่ (Exotic Pairs) อย่าง USD/TRY หรือ USD/ZAR คนละเรื่องเลยครับ บางช่วงเวลาแทบไม่มีคนเทรด ราคากระโดดทีเป็นสิบ pip Spread ก็เลยกว้างกว่าคู่หลักหลายเท่า ผมไม่แนะนำให้คนเริ่มต้นเข้าไปแตะคู่พวกนี้ก่อน เก็บไว้เล่นทีหลังเมื่อคุณคุมพอร์ตเป็นแล้ว
2. ความผันผวนของตลาด (Market Volatility)
ความผันผวนคือการที่ราคาขยับเร็วและกว้างแค่ไหนในกรอบเวลาหนึ่ง ตลาดผันผวนต่ำ ราคานิ่ง กำไรขาดทุนในหน่วย pip value ของคุณคำนวณได้ง่าย ตลาดผันผวนสูง ราคาเหวี่ยง ทุกอย่างวุ่น
ตัวอย่างที่ผมเจอในวงจรเทรดประจำคือช่วงข่าวใหญ่ Spread จากปกติ 1 pip กระโดดเป็น 10-15 pip ภายในไม่กี่วินาที โบรกเกอร์ขยาย Spread เพื่อเซฟตัวเองในช่วงตลาดบ้า ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการเทรดของคุณก็พุ่งตามไปด้วย
สาเหตุของความผันผวนหนักๆ ที่ผมเจอบ่อยที่สุด มักจะมาจาก:
- ความตึงเครียดทางการเมืองหรือสถานการณ์สงคราม
- การประชุมและการเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
- ข่าวเศรษฐกิจสำคัญที่หลุดออกมาแบบไม่คาดคิด
ถ้าคุณตั้ง stop loss แคบ ช่วงเหล่านี้จะกินคุณก่อนที่ทิศทางจริงจะเริ่ม ผมเลยมักจะเลี่ยงการเปิดออเดอร์ใหม่ในช่วง 5 นาทีก่อนและหลังข่าวสำคัญออก
3. ช่วงเวลาที่ทำการซื้อขาย (Forex trading sessions)
Forex เปิดทำการ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ และ Spread ที่คุณเห็นไม่ได้เท่ากันตลอดวัน
- ช่วงที่ผมแนะนำสำหรับคู่หลักคือ 19:00-23:00 น. เวลาไทย เป็นช่วงที่ตลาดลอนดอนกับนิวยอร์กเปิดทับกัน สภาพคล่องสูงสุดในวัน Spread แคบสุด ต้นทุนเทรดต่ำสุด
- ส่วนช่วงที่ Spread มักกว้างผิดปกติคือตอนนิวยอร์กปิดและก่อนโตเกียวเปิด ปริมาณการเทรดต่ำมาก ยกเว้นคู่ที่มีเยน (JPY) ที่ยังเคลื่อนไหวพอประมาณ ผมเองหลีกเลี่ยงการเทรด EUR/USD หรือ GBP/USD ในช่วงนี้

4. เหตุการณ์เศรษฐกิจและข่าวสารที่เกี่ยวข้อง (Economic Events & News Releases)
นอกจากต้องเข้าใจกฎหมายและข้อกำหนดเกี่ยวกับ forexแล้ว Forex เป็นตลาดที่ผูกกับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศโดยตรง ข่าวคือสิ่งที่ทำให้ราคาขยับและ Spread กว้างขึ้นเร็วที่สุดในวัน
ข่าวที่ผมจับตาทุกครั้งที่ออก คือ:
- รายงาน GDP ของประเทศหลัก
- การประชุมและการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
- ข้อมูลเงินเฟ้อ (CPI) และตัวเลขการจ้างงาน NFP
- การประกาศนโยบายภาษีและการค้า
ตอนข่าวออก Spread ขยายเร็วมาก slippage หนัก ออเดอร์ที่ตั้งไว้อาจเข้าที่ราคาห่างจากที่คุณคาด 5-10 pip ผมเลยไม่เปิดออเดอร์ใหม่ในช่วงนั้น แต่จะรอให้ตลาดนิ่งสัก 10-15 นาที แล้วค่อยตัดสินใจตามทิศทางที่ชัดเจนแล้ว
5. ประเภทของคู่เงิน (Major, Minor และ Exotic Pairs)
คู่เงินแต่ละประเภทมี Spread ไม่เท่ากัน เพราะปริมาณคนเทรดต่างกันมาก
คู่หลัก (Major) เช่น EUR/USD GBP/USD USD/JPY เป็นกลุ่มที่คนเทรดมากที่สุดในโลก Spread จึงแคบที่สุด ส่วนคู่รอง (Minor) เช่น EUR/GBP AUD/CAD ปริมาณรองลงมา Spread ก็กว้างขึ้นเล็กน้อย
ส่วนคู่ exotic อย่าง USD/THB USD/MXN EUR/TRY ผมเตือนเสมอว่า Spread อาจกว้างถึง 30-50 pip ในบางช่วง บวกกับความผันผวนที่แรงกว่าคู่หลักหลายเท่า ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ forex มือใหม่ ผมแนะนำให้เริ่มที่ EUR/USD ก่อน เก็บประสบการณ์อย่างน้อย 6 เดือน แล้วค่อยขยับไปคู่อื่น
6. ประเภทของโบรกเกอร์และรูปแบบการตั้งราคา (Broker Type & Pricing Model)
โบรกเกอร์แต่ละประเภทคิด Spread กับคุณคนละแบบ ผมรีวิวโบรกเกอร์มาเป็นร้อยเจ้า สรุปโครงสร้างหลักได้ 2 กลุ่ม
- Market Makers ที่สร้างราคาของตัวเองในระบบ ออเดอร์คุณไม่ออกไปตลาดจริงเสมอไป
- No Dealing Desk (NDD) ส่งออเดอร์ออกไปยังผู้ให้สภาพคล่องโดยตรง แบ่งย่อยเป็น STP (Straight Through Processing) และ ECN (Electronic Communication Network)
โครงสร้างราคาที่คุณจะเจอมีประมาณ 3 แบบ คือ:
- Fixed Spreads (Spread คงที่ ไม่ขยับตามตลาด)
- Variable Spreads (Spread ผันผวนตามสภาพตลาด)
- Commissions-based Spreads (Spread ใกล้ศูนย์ แต่มีค่าคอมมิชชันต่อล็อต)
ในประสบการณ์ผม ECN ให้ Spread แคบสุดในช่วงตลาดสภาพคล่องสูง บัญชี ECN ของหลายโบรกเกอร์ที่ผมเคยรีวิว เช่น IC Markets หรือ Pepperstone ให้ Spread แคบในช่วง 0.0-0.3 pip กับ EUR/USD ในขณะที่ Market Makers หลายเจ้าก็มี Spread แคบเหมือนกันแต่ส่วนใหญ่จะเป็น Fixed ที่ไม่ขยับมากแม้ในช่วงข่าว สำหรับเทรดเดอร์ที่จริงจังกับการเก็บกำไรเล็กๆ บ่อยๆ ผมแนะนำ ECN/STP เพราะคุณรู้แน่ว่าราคาที่คุณเห็นคือราคาตลาดจริง ไม่ใช่ราคาที่โบรกเกอร์ปรับให้
7. นโยบายของธนาคารกลางและอัตราดอกเบี้ย (Central Bank Policies & Interest Rates)
ธนาคารกลางคือคนที่ตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยและทิศทางสกุลเงินในประเทศนั้นๆ ทุกครั้งที่ Fed (สหรัฐ) ECB (ยุโรป) หรือ BoJ (ญี่ปุ่น) ประกาศนโยบายใหม่ ตลาดตอบสนองทันที Spread ก็ขยับตาม
เศรษฐกิจที่แข็งแรงพร้อมดอกเบี้ยสูงจะดึงเทรดเดอร์เข้ามาเทรดในคู่เงินนั้นเยอะ Spread จึงแคบ กลับกัน ถ้าเศรษฐกิจประเทศไหนอ่อนแอหรือมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ปริมาณการเทรดในสกุลนั้นจะต่ำ Spread ก็กว้างขึ้นกว่าปกติ
ผมเช็คตารางการประชุมของธนาคารกลางหลักทุกเดือน โดยเฉพาะ FOMC ของ Fed ECB และ BoJ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่กระทบ EUR/USD GBP/USD และ USD/JPY ที่เป็นคู่หลักที่ผมเทรดได้รุนแรงสุด
8. ความเร็วในการดำเนินการของโบรกเกอร์และรูปแบบการไหลของคำสั่ง (Broker’s Execution Speed & Order Flow Model)
Latency คือเวลาที่คำสั่งของคุณใช้เดินทางจากเครื่องคุณไปถึงเซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์ ฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่กระทบต้นทุนเทรดของคุณตรงๆ
ถ้าออเดอร์ส่งช้า ราคาตลาดอาจขยับไปแล้วก่อนที่ออเดอร์จะเข้าระบบ slippage เกิดขึ้น คุณเข้าที่ราคาแย่กว่าที่ตั้งใจ มาร์จิ้นกำไรหาย หรือบางครั้งโบรกเกอร์ส่ง requote กลับมา (เสนอราคาใหม่ให้คุณรับหรือไม่รับ) ซึ่งกินเวลาและกินโอกาส
ที่ผมแนะนำให้เช็คก่อนเปิดบัญชีจริงคือ ความเร็ว execute ของโบรกเกอร์ ดูจากรีวิวที่มีตัวเลข ms (มิลลิวินาที) ไม่ใช่แค่คำว่า “fast execution” ที่ทุกคนโฆษณา และดูตำแหน่งเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์ ถ้าโบรกเกอร์มีเซิร์ฟเวอร์ในเอเชียหรือมีบริการ VPS ที่ใกล้บ้านคุณ latency ของคุณจะต่ำกว่าคนที่ใช้เซิร์ฟเวอร์ในยุโรปแน่นอน
วิธีลดผลกระทบจากราคา Bid และ Ask Spread
เนื่องจาก Spread เป็นต้นทุนแฝงในการเทรด ที่อาจทำให้กำไรของคุณ ในการซื้อขาย Forex เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด คุณต้องพยายามลดกระทบที่อาจเกิดจาก Spread ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
Justin Grossbard ผู้เชี่ยวชาญทางด้านฟอเร็กซ์ของเรา ได้กล่าวถึงวิธีที่เทรดเดอร์มักใช้เพื่อลดต้นทุน Spread ไว้ดังนี้:
Bid Ask คือ ตัวแปรสำคัญในการซื้อขาย forex – บทสรุป
Bid Ask และ Bid/Ask Spread คือคำศัพท์สำคัญในการซื้อขาย forex และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของต้นทุนในการเทรด กำไรที่เป็นไปได้ และสภาพตลาด
ตัวเลข Bid/Ask Spread จะช่วยให้คุณประเมิณได้ว่าการเทรดของคุณมีต้นทุนที่สูงเกินไปหรือไม่ โดยเฉพาะหากคุณใช้ Margin หรือ Leverage ในการซื้อขาย ดังนั้น ถ้าคุณต้องการลดต้นทุนการซื้อขายที่ว่านี้ ผมขอแนะนำให้คุณลองโฟกัสที่การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำ รวมทั้ง เลือกเทรดเฉพาะช่วงเวลาสภาพคล่องสูง และใช้คำสั่งซื้อขายแบบ Limit Orders แทน
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) – Bid Ask คือ อะไร?
Bid-Ask Spread คืออะไร?
Bid-Ask Spread คือต้นทุนแฝงที่คุณจ่ายให้โบรกเกอร์ทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ไม่ว่าจะกับโบรกเกอร์ทั่วไปหรือโบรกเกอร์ที่เสนอ copy trade
วิธีคำนวณคือเอาราคา Ask (ราคาที่ผู้ขายยินดีรับ) ลบด้วยราคา Bid (ราคาที่ผู้ซื้อยินดีจ่าย) ส่วนต่างนี้คือสิ่งที่คุณ “เสีย” ทันทีที่เปิดออเดอร์ ก่อนที่ราคาจะวิ่งไปทางที่คุณคาดด้วยซ้ำ
อะไรที่ส่งผลต่อขนาดของ Bid-Ask Spread?
ปัจจัยที่ส่งผลต่อขนาดของ Bid-Ask Spread ได้แก่ สภาพคล่องของตลาด ความผันผวนของตลาด รวมถึงช่วงเวลาที่คุณทำการซื้อขาย และประเภทของสินทรัพย์ที่ซื้อขาย เป็นต้น
นอกจากติดตามการเปลี่ยนของปัจจัยเหล่านี้ ผมขอแนะนำให้คุณใช้ระบบการแจ้งเตือนราคาจากโบรกเกอร์ เพื่อการเข้าออกตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ หรือ ใช้เครื่องมือเทรดอัตโนมัติ หรือ EA ในการเทรดเพื่อให้คุณเทรดได้อย่างแม่นยำและสะดวกยิ่งขึ้น
ฉันจะลดต้นทุนจากการเทรด โดยอาศัยหลักการ Bid-Ask Spread ได้อย่างไร?
หากอาศัยหลักการ Bid-Ask Spread คุณควรเลือกเทรดในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูงและเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำ เพื่อที่จะลดต้นทุนที่คุณต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์ในการซื้อขาย forex แต่ละครั้ง ผมแนะนำว่ามือใหม่ควรลองทดสอบหลักการนี้ในบัญชีเทรดฟรีเสียก่อน เพื่อให้สามารถคำนวณได้แม่นยำยิ่งขึ้น
อะไรทำให้ราคา Bid-Ask Spread ขยายสูงขึ้น?
จากที่ผมเทรดมา Spread มักกระโดดในช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญออก เช่น NFP CPI หรือการประชุม Fed คุณอาจเห็น Spread จาก 1 pip กลายเป็น 10-20 pip ภายในไม่กี่วินาที
อีกกรณีที่ Spread กว้างเป็นปกติคือเทรดในคู่เงินแปลกใหม่ (Exotic Pairs) อย่าง USD/TRY USD/ZAR ที่ปริมาณการเทรดต่ำตลอดวัน Spread กว้างกว่าคู่หลักเป็นเท่าตัว
ฉันสามารถเทรดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจาก Bid/Ask Spread ได้หรือไม่?
ไม่ได้ Spread เป็นต้นทุนพื้นฐานของการเทรดที่ตัดออกไม่ได้ แต่คุณลดให้เหลือน้อยลงได้
วิธีที่ผมใช้และแนะนำคือใช้ Limit Orders แทน Market Orders ตั้งราคาที่คุณยินดีรับไว้ล่วงหน้า ออเดอร์จะเข้าก็ต่อเมื่อตลาดถึงราคานั้น ช่วยให้คุณคุม Spread ที่จะรับได้
อีกทางคือเลือกโบรกเกอร์ ECN ที่ส่งออเดอร์ของคุณไปตลาดจริงโดยตรง ไม่มีโบรกเกอร์เป็นตัวกลาง ทำให้คุณได้ Spread เกือบศูนย์ (Zero Spread) แลกกับค่าคอมมิชชั่นต่อล็อต ผมเทรดผ่าน ECN เป็นหลัก เพราะคำนวณต้นทุนได้ชัดกว่า รู้แน่ว่าจ่ายเท่าไหร่ในแต่ละออเดอร์